การประเมินการเรียนรู้ เป็นสิ่งที่สำคัญและควรสอดคล้องกับการออกแบบการเรียนรู้ของผู้เรียน นักเรียนจะสามารถประเมินตัวเองได้ผ่านการทำ 3 ข้อ 1) การเห็นตัวอย่างที่ดี 2) เรียนรู้ด้านที่ตัวเองเชี่ยวชาญ 3) ฝึกการรับฟีดแบ็กจากเพื่อน
หากคุณครูต้องการพัฒนาความสามารถของนักเรียนในการประเมินตนเอง คุณครูสามารถปรับแนวทางปฏิบัติของพวกเขา ตั้งแต่การฟีดแบ็กซึ่งกันและกันไปจนถึงกลยุทธ์การคิดด้วยภาพ
ชวนคุณครูมา 4 วิธีช่วยให้ผู้เรียนประเมินตัวเองกันเลย !
วิธีการที่ 1 : ให้นักเรียนได้เห็นตัวอย่างงานที่สมบูรณ์หรืองานที่ยอดเยี่ยม (Mastery work)
ในการสร้างผลงานที่ยอดเยี่ยม นักเรียนจำเป็นต้องรู้ว่างานที่ยอดเยี่ยมนั้นเป็นอย่างไร ครูมีหน้าที่ต้องทำให้นักเรียนเห็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยม เช่น คุณครูสามารถแสดงผลงานของตัวเองให้แก่นักเรียน รวมถึงผู้เชี่ยวชาญภายนอก นักศึกษา รุ่นพี่ เพื่อนร่วมชั้นของตนเอง หรือวิดีโอ รูปภาพและข้อความที่ได้รับการประเมินแล้วว่าเป็นผลงานที่ดี เช่น ในวิชาภาษาอังกฤษ คุณครูสามารถแสดงตัวอย่างงานเขียนที่ได้ A+ ได้ หรือในวิชาศิลปะ ที่ครูแสดงตัวอย่างงานวาดภาพเหมือนที่ได้คะแนนเยอะที่สุด เป็นต้น
วิธีการที่ 2 : ให้นักเรียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับคำศัพท์เพื่อที่จะสามารถสังเคราะห์ได้ โดยใช้วิธีการ ดังนี้
2.1 กิจกรรมกำแพงคำศัพท์ : เป็นกิจกรรมที่จะทำให้นักเรียนเชื่อมโยงคำศัพท์เดิมบนกระดาน และให้นักเรียนช่วยกันตีความความหมายต่างๆ ของคำศัพท์นั้นตามที่นักเรียนเข้าใจ
2.2 คุณครูใช้คำศัพท์ที่ไม่เป็นทางการ : ขอให้คุณครูมั่นใจว่าภาษาที่คุณครูใช้เป็นภาษาที่นักเรียนเข้าใจตรงกัน การทำเช่นนี้ นักเรียนจะสามารถสร้างคำศัพท์ใหม่ได้เรื่อยๆ ในขณะที่เรียน
วิธีการที่ 3 : ให้นักเรียนฟีดแบ็กเพื่อน
การได้รับฟีดแบ็กจากเพื่อนจะเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แบ่งปันความคิดเห็นกันเอง และช่วยให้พวกเขาเปิดกว้างต่อการรับฟัง และติชมมากขึ้น ดังนี้
3.1 การสร้างข้อตกลงร่วมกันในการให้ฟีดแบ็ก : คุณครูควรชวนนักเรียนคุยเรื่องข้อตกลงร่วมกันว่าทำไมเราต้องฟีดแบ็กกัน เราคาดหวังอะไรกับการฟีดแบ็กและพฤติกรรมใดที่นักเรียนจะต้องปฏิบัติตามเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น และสิ่งสำคัญคือการส่งเสริมพฤติกรรม เช่น
- การปฏิบัติต่อเพื่อนด้วยความเคารพ
- การสร้างสมดุลระหว่างความคิดเห็นและคำชมเชย
- เจาะจงว่าส่งใดเป็นข้อดีและสิ่งใดควรปรับรุง
- จำไว้ว่า การให้ฟีดแบ็กเป็นเรื่องของการเรียนรู้ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว
3.2 หลีกเลี่ยงการใช้ภาษาที่กำกวม เช่น นักเรียนอาจจะใช้คำว่า “น่าเบื่อ” แต่ครูควรจะให้คำแนะนำเพิ่มเติมถึงรายละเอียดที่ชิ้นงาน หรือเป็นการตั้งคำถาม เช่น นักเรียนเห็นอะไร เกิดอะไรขึ้นกับชิ้นงาน ส่วนไหนของชิ้นงานที่ทำให้นักเรียนรู้สึกแบบนั้น เป็นต้น
3.3 ให้นักเรียนเขียนคำฟีดแบ็กลงบนกระดาษก่อน เพื่อให้นักเรียนได้คิดไตร่ตรองภาษาก่อนที่จะพูดออกมา
3.4 ช่วยให้นักเรียนเข้าใจว่า ทำไมเขาถึงชอบ หรือไม่ชอบบางอย่างในชิ้นงาน โดยการให้นักเรียนพยายามหาเหตุผล เช่น ไม่ชอบใจเพราะเรื่องดีไซน์ ไม่ชอบใจเพราะแนวคิด หรือไม่ชอบใจเพราะผลงาน เป็นต้น
3.5 ช่วยสรุปคำวิจารณ์ของนักเรียน หลังจากที่นักเรียนฟีดแบ็กกันแล้ว คุณครูควรสรุปประเด็นคำวิจารณ์ของนักเรียน ช่วยปรับคำให้นักเรียนที่ถูกวิจารณ์รู้สึกดีขึ้นหรือเข้าใจคำนั้นในรูปแบบอื่นๆ
วิธีการที่ 4 : ให้นักเรียนฝึกคิดเป็นภาพ
โดยการตั้งคำถามกับ 3 ข้อว่า
- อธิบายในสิ่งที่เห็น
- วิเคราะห์ในสิ่งที่เห็น
- ตัดสิน / สรุปความในสิ่งที่เห็น
โดยการใช้กิจกรรม ดังนี้
4.1 กิจกรรม Post-it note ฟีดแบ็ก
เป็นการเตรียมเขียน 3 คำในโพสอิทเพื่อเป็นการให้ข้อเสนอแนะสั้นๆ เกี่ยวกับงานหลายชิ้น โดยไม่ต้องพูดความคิดเห็นเพราะการเขียนวิจารณ์ในโพสอิทอาจเป็นวิธีการที่ดีสำหรับนักเรียนที่อายและไม่มีความมั่นใจในการแบ่งปันความเห็น
4.2 กิจกรรมอ่างปลา Fishbowl discussion
เป็นกิจกรรมรูปแบบการสนทนารูปแบบหนึ่ง (วิธีการโสคราตีส) ที่ช่วยให้นักเรียนได้ไตร่ตรอง วิพากษ์วิจารณ์ จากนั้น ต่อยอดการพูดคุยกันในประเด็นที่เกี่ยวกับเป้าหมาย แนวทางปฏิบัติกับนักเรียนโดยที่ไม่มีการแทรงแซงระหว่างการพูดคุยกัน โดยจำหลักการไว้ในใจว่า “รู้ว่าจะต้องถามอะไร ไม่ใช่โฟกัสที่คำตอบ”
4 วิธีการนี้ จะช่วยให้นักเรียนสามารถประเมินตัวเองหรือผลงานของตัวเองได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ตัวอย่างจาก 4 วิธีการนี้จะเกี่ยวข้องกับงานศิลปะ งานดนตรี ที่เป็นวิชาในเชิงสร้างสรรค์ ดังนั้น คุณครูอาจจะลองนำบางวิธีการไปปรับใช้ให้เข้าบริบทของตัวเองดูหรือลองกดเข้าไปที่ www.starfishclass.com ตัวช่วยคุณครูเรื่องการประเมินทักษะและสมรรถนะนักเรียนค่ะ
อ้างอิง
Related Courses
เทคนิคสอนภาษาไทยแบบ Active Learning เพื่อวิทยฐานะ (PA) ฉบับครูมัธยม
การสอนภาษาไทยผ่านกระบวนการ Active Learning เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมหลากหลายรูปแ ...



เทคนิคสอนภาษาไทยแบบ Active Learning เพื่อวิทยฐานะ (PA) ฉบับครูมัธยม
อยากเป็น Content creator ให้ดัง ต้องทำอย่างไร
หากใครกำลังฝันอยากเป็น Content Creator คอร์สนี้ตอบโจทย์ทุกคำถาม! เพราะคุณจะได้เรียนรู้เทคนิคการสร้างคอนเทนต์สุดปัง แ ...



อยากเป็น Content creator ให้ดัง ต้องทำอย่างไร
ต้องใช้ 100 เหรียญ
Micro Learning การฟื้นฟูภาวะถดถอยด้วยการช่วยเหลือผู้เรียน
การเรียนรู้ที่ถดถอยจะหายไป หากได้รับการสนับสนุนองค์ความรู้จากผู้มีความชำนาญ และการสร้างความร่วมมือผ่านการเรียนรู้ของคณะ ...



Micro Learning การฟื้นฟูภาวะถดถอยด้วยการช่วยเหลือผู้เรียน
วัยทีนยุคใหม่ จัดการเวลายังไงให้สมดุล
ในยุคดิจิทัลที่เต็มไปด้วยสิ่งล่อตาล่อใจ ทั้งโซเชียลมีเดีย การเรียน กิจกรรมต่าง ๆ และการใช้ชีวิตส่วนตัว การจัดการเวลาจึงเป็นทั ...



Related Videos


พื้นที่แห่งการเรียนรู้สู่ศตวรรษที่ 21


10 ขั้นตอน สร้าง PORTFOLIO

